โครงการชุมชนต้นแบบผู้สูงอายุสุขภาพดีและมีความสุข ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในท้องถิ่น : กรณีศึกษาตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี กิจกรรมที่ ๒ การลดบริโภคโซเดียม

รหัสโครงการ1
ชื่อโครงการโครงการชุมชนต้นแบบผู้สูงอายุสุขภาพดีและมีความสุข ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในท้องถิ่น : กรณีศึกษาตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี กิจกรรมที่ ๒ การลดบริโภคโซเดียม
หัวหน้าโครงการเกษฎาภรณ์ นาขะมิน
ผู้เข้าร่วมอุมาพร เคนศิลา, วิชุตา สมจิตร, วรรณา ภาจำปา
แผนยุทธศาสตร์1
วันที่เริ่มทำโครงการ1 กุมภาพันธ์ 2562
ปีการศึกษา2562
งบประมาณ62,800.00
ประเภทการบริการโดยไม่หวังผลกำไร
แหล่งเงินสนับสนุนทุนภายใน
รายละเอียด๑. หลักการและเหตุผล
ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานสถิติสุขภาพทั่วโลก พ.ศ. ๒๕๕๕ ขององค์การอนามัยโลก ( World Health Organization[WHO], ๒๐๑๒) พบว่า ๑ ใน ๓ ของประชากรในวัยผู้ใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูง และประมาณร้อยละ ๖๓ ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(WHO, ๒๐๑๑) โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกายทั้งภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังทำให้เกิดความพิการและตายก่อนวัยอันควร ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ภาวะเศรษฐกิจ ของผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งประเทศชาติ(สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๕๖)
สำหรับประเทศไทย รายงานจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒ (วิชัย เอกพลากร, ๒๕๕๓) ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในประชากรไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป พบร้อยละ ๒๑.๔ จากการสำรวจเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่ง ประเทศไทย (Medical Research Network [MedResNet]) พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมคือ ≤๑๔๐/๙๐ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๓ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๔) การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ อัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๕๑ โดยโรคความดันโลหิตสูง มีอัตราเพิ่มขึ้นจาก ๑๖๙.๖ เป็น ๗๖๐.๕ ต่อแสนประชากร โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ป่วยจำนวน ๑๐ ล้านคน ใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษา ๗๙,๒๖๓ ล้านบาท เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปีสูงถึง ๗,๙๒๖ บาท (จักรกริช โง้วศิริ, ๒๕๕๕) จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตเพิ่มขึ้นทุกปีจากรายงานข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๔๔ มีผู้ป่วยจำนวน ๒,๕๐๘ คน เพิ่มเป็น ๑๕,๒๓๓ คน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ (สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, ๒๕๕๕) ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยเป็นการเพิ่มรายจ่ายของรัฐในการรักษาโรคที่สามารถควบคุมได้
ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงจะได้รับผลกระทบต่อร่างกายทำให้ให้เกิดความเสียหายและการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตันหรือหลอดเลือดแตกเป็นอัมพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอกจากนั้นการที่ปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะยะเวลานานทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นจนเกิดหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคหัวใจขาดเลือดและภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา ดังนั้นการดูแลรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับความดันโลหิตปกติอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งการรักษาแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือการไม่ใช้ยา และการใช้ยา การไม่ใช้ยาหมายถึง การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดการรับประทานอาหารเค็ม การหยุดสูบบุหรี่ การลดน้ำหนักตัว ซึ่งทำให้สามารถลดการใช้ยาลดความดันโลหิตหรือใช้น้อยลง(สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๘) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับปกติ เพื่อเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งโซเดียมคลอไรด์มีผลต่อการทำงานของหัวใจและส่งผลต่อระดับความดันโลหิตที่สูงขึ้น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตจะได้รับการดูแลจากครอบครัวในเรื่องของ คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัว การบอกกล่าวตักเตือน และการมีส่วนร่วมในการประกอบอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานเอง เพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมคลอไรด์ในอาหารมากถึงร้อยละ ๘๐ โดยที่ยังมีผู้ป่วยอีกบางส่วนที่ต้องรับประทานอาหารปรุงสำเร็จที่ซื้อจากในชุมชนและไม่สามารถควบคุมปริมาณโซเดียมคลอไรด์ในอาหารได้ (เกษฎาภรณ์ นาขะมิน มาลี ล้วนแก้ว ทอฝัน ทองสมบัติ และบุษกร ทิ้งชั่ว, ๒๕๖๑)
การสำรวจการบริโภคโซเดียมคลอไรด์ของประชากรไทย (แสงโสม สีนะวัตน์ และคณะ. ๒๕๕๒) โดยปริมาณโซเดียมคลอไรด์ที่ประชากรไทยได้รับจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ ปริมาณเครื่องปรุงรสอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมคลอไรด์ที่มีการบริโภคในครัวเรือนที่ได้จากการชั่ง อาหารที่กินนอกบ้าน อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารว่าง พบว่า ประชากรไทยได้รับโซเดียมคลอไรด์จากแหล่งต่างๆ โดยเฉลี่ย ๑๐,๘๗๙.๒๒ ± ๒,๖๐๓.๖๘ มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน โดยได้รับจากอาหารที่ปรุงประกอบในครัวเรือนมากที่สุดคือ ๑๐,๐๐๒.๕๑ ± ๒,๕๕๗.๙๒ กรัม แหล่งสำคัญของโซเดียมคลอไรด์ที่ครัวเรือนได้รับจากผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสมาก ที่สุด ได้แก่ เกลือ ได้รับในปริมาณเฉลี่ย ๓,๐๕๓.๕๕ ± ๑,๖๙๒. มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน รองลงมาคือ น้ำปลา ได้รับในปริมาณเฉลี่ย ๒,๖๓๗.๘๔ ± ๑,๔๙๗.๐๒ มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่ครัวเรือนใช้ในปริมาณเฉลี่ยมากใน ๕ ลำดับแรก ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม ปริมาณที่ใช้คือ ๑๑.๕๙ ± ๑๑.๘๙ , ๓.๑๕ ± ๓.๕๓, ๓.๐๕ ± ๑.๖๙ , ๒๑.๙๑ ± ๓.๘๖ และ ๒๑.๑๗ ± ๓.๖๙ มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ลือชัย ศรีเงินยาง ธนิตา วงษ์จินดา และฐนิตา อภิชนะกุลชัย(๒๕๕๔) ศึกษาสถานการณ์การบริโภคเกลือโซเดียมในประชากรไทย พบว่า มีการเติมเครื่องปรุงรสของคนส่วนใหญ่ ร้อยละ ๘๘.๔ ชิมก่อนปรุง ร้อยละ ๔๘.๖ และร้อยละ ๕๐ มีการเติมน้ำปลาหรือซีอิ้วทุกครั้งที่กินอาหารตามร้าน นอกจากนี้คนที่ประกอบอาหารรับประทานเองยังพบว่ามีการใส่ผงชูรสในขณะปรุงอาหารเองทุกครั้งร้อยละ ๖๐ เมื่อศึกษาเรื่องความรู้ความเข้าใจของประชาชนในเรื่องโซเดียมและความดันโลหิตสูงในภาพรวมยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการให้ความสำคัญโดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคโซเดียมกับความดันโลหิตสูง
จากการนิเทศนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ในชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน ๓๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๔ ของอัตราการป่วยในชุมชนและเป็นโรคเรื้อรังที่มีจำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ ๑ นอกจากนี้ยังพบว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารรสจัด เช่น รสเผ็ด รสเค็ม และรสหวาน ซึ่งมีการสำรวจครัวเรือนพบว่า ๘ ครอบครัวยอมรับว่ามีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารรสเค็ม ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นผู้สูงอายุที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้เล่าว่า เคยมีอาการความดันโลหิตสูงจนมีอาการวิงเวียนศีรษะมาก หน้ามืด ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวัดความดันได้ ๑๘๐/๑๐๐ มม.ปรอทโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งๆที่ตัวเองนั้นรับประทานยาลดความดันโลหิตมาตลอด แต่มีเรื่องการรับประทานอาหารเท่านั้นที่ลูกเป็นคนทำให้รับประทานแต่รสชาติจืดจนรับประทานอาหารนั้นไม่ได้ ต้องได้เติมน้ำปลาหรือเกลือแกงเพิ่มลงไป ซึ่งการศึกษาของ อวยพร จินาวงศ์(๒๕๔๗) ก็พบว่าการรับประทานอาหารเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง การเตรียม การปรุง และการเก็บรักษาอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อยู่ในระดับพอใช้ สำหรับการศึกษาด้านความรู้ทางโภชนาการและการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้นพบว่าส่วนใหญ่มีความรู้ทางโภชนาการในระดับพอใช้ (ร้อยละ ๔๘.๙) ในส่วนของการปฏิบัติตัวในการบริโภคอาหารส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ เช่นเดียวกัน (ปธิตา สุริยะ, ๒๕๕๓) จะเห็นได้ว่ายังมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ยังไม่ตระหนักในการรับประทานอาหารและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับการควบคุมระดับความดันโลหิต การจำกัดการรับประทานอาหารรสเค็มที่มีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบซึ่งการลดรับประทานเกลือในอาหารไม่เกิน ๒.๔ กรัม หรือเกลือแกง ๖ กรัมต่อวันลดความดันโลหิตตัวบน(Systolic Blood Pressure [SBP])ได้ ๔-๗ มม.ปรอท(สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, ๒๕๕๖) ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการลดการรับประทานเกลือโซเดียมในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้ได้แนวทางในการจัดการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยชุมชน เพื่อชุมชนต่อไป

วัตถุประสงค์
๑.สร้างการรับรู้ในการรับประทานโซเดียมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
๒.ลดการรับประทานโซเดียมในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
๓.ลดระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
กลุ่มเป้าหมาย
๑.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๒๒ คน
๒.สมาชิกในครอบครัวผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๒๒ คน
๓.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน ๒๒ คน
๔.ผู้นำชุมชน ๒ คน
๕.เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน ๒ คน

เป้าหมายผลการดำเนินการ
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการลดการรับประทานโซเดียม

วิธีการดำเนินการ

๑) ประสานความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินงานของโครงการฯ และชักชวนให้เข้ามาเป็นทีมงานเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน
๒) ประสานความร่วมมือไปยังผู้ใหญ่บ้าน เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินงานของโครงการฯ
๓) จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิของชุมชน
๔) ศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลทุติยภูมิ
๕) ทีมร่วมลงพื้นที่เพื่อร่วมกันในการประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน (Rapid Rural Appraisal: RRA) นำแบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น แบบประเมินความเค็มในอาหารที่รับประทานใน ๑ วัน แบบประเมินความเค็มในการประกอบอาหาร สำรวจในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงตามบ้าน และประกาศนัดทำแบบประเมินที่ศาลากลางประจำหมู่ที่๗ พร้อมกับวัดความดันโลหิตให้ผู้ป่วยที่ทำแบบประเมินทุกคน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ในเวทีประชาคม
๖) ใช้การประเมินชนบทแบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal: PRA) โดยจัดเวทีประชาคมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ การดำเนินงาน และค้นหาทีมงานหลักเข้ามาเป็นทีมงานเพื่อร่วมกันจัดเก็บข้อมูลชุมชนและนำมาเรียนรู้ร่วมกัน จัดเวทีประชาคมในชุมชนครั้งที่ ๑ โดยรายงานผลการประเมินการรับประทานโซเดียมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง สร้างความตะหนักในการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมคลอไลด์ปริมาณมากเกินความจำเป็น โดยนัดหมายกับผู้เข้าร่วมประชุมในการประกอบอาหารโดยแบ่งกลุ่มผู้ประกอบอาหารเป็นกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย กลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง กลุ่มผู้นำชุมชน และกลุ่มอาจารย์ประกอบอาหารพื้นบ้านที่คนในชุมชนมักประกอบอาหารรับประทานบ่อยๆในครอบครัว เลือกใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงรสสำหรับประกอบอาหารมื้อนั้น ผู้วิจัยสังเกต และจดบันทึกการประกอบอาหาร ผู้ร่วมประชุมร่วมกันปรุงรสและรับประทานอาหารร่วมกัน หลังจากนั้นผู้วิจัยสะท้อนข้อมูลเรื่องการรับประทานโซเดียมของคนในชุมชน คืนข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล
๗) จัดเวทีประชาคมครั้งที่ ๒ ซึ่งหลังจากผู้ป่วย ผู้ดูแล ผู้นำชุมชน และประชาชนได้รับรู้ถึงปริมาณโซเดียมที่รับประทานเข้าไปแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำคัญในการลดการบริโภคโซเดียมจึงมีการให้ความรู้เกี่ยวกับโซเดียมในร่างกาย โซเดียมในอาหารและโซเดียมในชีวิตประจำวัน หลักการลดความดันโลหิต การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากภาวะความดันโลหิตสูง จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมกันค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหา วิเคราะห์หาวิธีการลดการรับประทานโซเดียมในชุมชน โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น ๓ กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มผู้ดูแล กลุ่มผู้นำชุมชน คิดวางแผนทำข้อตกลงและแนวปฏิบัติร่วมกันในการลดการรับประทานโซเดียม ร่วมกันหลังจากได้ข้อตกลงแล้ว ให้ผู้เข้าร่วมนำไปปฏิบัติตามข้อตกลงวางไว้เป็นระยะเวลา ๑ เดือนแล้วนัดหมายพบกันอีกครั้งวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
๘) ผู้รับผิดชอบโครงการร่วมกันลงพื้นที่ทำ แบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น แบบประเมินความเค็มในอาหารที่รับประทานใน ๑ วัน แบบประเมินความเค็มในการประกอบอาหาร และวัดความดันโลหิตผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอีกครั้งหลังจากปฏิบัติตามข้อตกลงการลดการรับประทานโซเดียมในชุมชน ซึ่งหลังจากเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้วได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม ก่อน – หลัง
๙) จัดประชุมครั้งที่ ๓ เป็นการสรุปผลการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยภาพรวมตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงสิ้นสุดโครงการสะท้อนคิดผลที่เกิดขึ้นให้ผู้ป่วยบอกความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นขณะที่ปฏิบัติตัวในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมา ประเมินความพึงพอใจ และปิดโครงการ
พื้นที่ดำเนินการ
หมู่ที่ ๗ เขตรับผิดขอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี
ระยะเวลาการดำเนินการ
วันที่ ๑ กรกฎาคม - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๒
งบประมาณ
รายการ หน่วย จำนวน จำนวนเงิน
๑.งบบุคลากร - - -
๒. งบดำเนินการ
๒.๒ ค่าใช้สอย
* ค่าพาหนะเดินทาง ๑๕ วัน ไป-กลับ บาท/กม./วัน ๘x๖๕x๑๕ ๗,๘๐๐
* เบี้ยเลี้ยง ๔ คน ๑๕ วัน บาท/คน/วัน ๒๔๐x๔x๑๕ ๑๔,๔๐๐
* ค่าพิมพ์เอกสารและจัดรูปเล่มรายงาน บาท ๒๐๐๐ ๒,๐๐๐
* ค่าอาหารผู้เข้าร่วมในการจัดเวทีประชุม ๓ วัน
บาท/คน/วัน
๑๐๐x๖๐x๓
๑๘,๐๐๐
* ค่าอาหารว่างผู้เข้าร่วมในการจัดเวทีประชุม ๓ วัน


บาท/คน/วัน

๗๐x๖๐x๓

๑๒,๖๐๐

๒.๓ ค่าวัสดุ (แจงรายการ ให้ละเอียด)
* ค่าวัสดุปฏิบัติการ(กระดาษฟิปชาร์ต, ปากกาเคมี, สมุดบันทึก,ปากกาลูกลื่น,)
* ค่าวัสดุในการประกอบอาหารเพื่อประเมินปริมาณโซเดียม
บาท

บาท/กลุ่ม

๕๐๐๐

๖๐๐x๕

๕,๐๐๐

๓,๐๐๐


รวมงบดำเนินการ ๖๒,๘๐๐
รวมงบประมาณโครงการวิจัยทั้งหมด ๖๒,๘๐๐

ผู้รับผิดชอบโครงการ
อาจารย์เกษฏาภรณ์ นาขะมิน
อาจารย์วิชุตา สมจิตร
อาจารย์ ดร.อุมาพร เคนศิลา
อาจารย์วรรณา ภาจำปา
การประเมินผล
๑. พฤติกรรมการบริโภคโซเดียมน้อยลง
๒. ปริมาณการรับประทานโซเดียมลดลง
๓. ระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับโรค
๔.การมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการเข้าร่วมกิจกรรม
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
๑.ประชาชนในชุมชนเกิดความตระหนักถึงอันตรายของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียม
สูง
๒. ชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกันในการลดปัจจัยเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน โดยการมีส่วนร่วม
ของชุมชน ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน
๓. พัฒนาทักษะของประชาชนในการวิเคราะห์ปัญหา และหาวิธีการลดการรับประทานโซเดียมในชุมชน






บทที่ ๒
วิธีดำเนินการ

๑. กลุ่มเป้าหมาย
๑.๑.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๒๒ คน
๑.๒.สมาชิกในครอบครัวผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๒๒ คน
๑.๓.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน ๒๒ คน
๑.๔.ผู้นำชุมชน ๒ คน
๑.๕.เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน ๒ คน


๒. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล
๒.๑ แบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น
๒.๒ แบบประเมินความเค็มในอาหารที่รับประทานใน ๑ วัน
๒.๓ แบบประเมินความเค็มในการประกอบอาหาร
๒.๔ เครื่องวัดความดันโลหิต
๒.๕ สมุดบันทึกการรับประทานอาหารในแต่ละวัน เป็นเวลา ๔ สัปดาห์

๓. การเก็บรวบรวมข้อมูลและการจัดกระทำข้อมูล
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง ๓ แบบที่ใช้ในโครงการ เพื่อประเมินโครงการในครั้งนี้ มีขั้นตอนการเก็บรวมรวมข้อมูลและการจัดกระทำข้อมูล ดังนี้
๑. เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๙ คน โดยมีผู้ญาติหรือผู้ดูแลเป็นผู้ตอบแบบสอบถามในบางข้อที่ผู้ป่วยไม่ได้ลงมือปฏิบัติเอง ให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตอบแบบประเมินโครงการตามความเป็นจริง
๒. ดำเนินการลงรหัสข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
๓. ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
๔. วิเคราะห์พฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น เป็นรายข้อ ประเมินความเค็มในอาหารที่รับประทานใน ๑วัน โดยหาค่าเฉลี่ย (x ̅) และความถี่










บทที่ ๓
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

๑. แบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้การเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๙ คน อายุเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสำรวจอยู่ระหว่าง ๓๗-๗๙ ปี โดยมีผู้ดูแลและญาติที่มีส่วนร่วมในการตอบแบบสอบถาม โดยผู้รับผิดชอบโครงการได้เก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้ก่อนเริ่มโครงการ และหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ ใช้ระยะเวลาในการทำโครงการ ๓ เดือน มีการเดินไปตามบ้านผู้ป่วย และมีการประชาสัมพันธ์เสียงตามสายในชุมชนให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมารวมกันที่ศาลากลางบ้านเพื่อทำแบบประเมิน แบ่งตามประเด็นในการสำรวจเป็นดังนี้

ตารางที่ ๑ จำนวนและร้อยละของพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น

ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภค ใช่ (ก่อน) ใช่ (หลัง)
จำนวน
(คน) ร้อยละ จำนวน
(คน) ร้อยละ
๑.ชอบอาหารที่มีรสนำเป็น เค็ม ๑๑ ๕๗.๙ ๕ ๒๖.๓
๒.เวลาที่กินอาหารตามร้าน เช่น ก๋วยเตี๋ยว อาหารจานเดียว ข้าวราดแกง มักเติมเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม ๗ ๓๖.๘ ๕ ๒๖.๓
๓.เวลาที่กินอาหารที่ต้องปรุง เช่นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ผัดซีอิ๋ว มักปรุงก่อนค่อยชิมเสมอ ๘ ๔๒.๑ ๒ ๑๐.๕
๔.กินอาหารนอกบ้าน หรือซื้อกลับเข้ามากินที่บ้านเป็นประจำ (๒-๓ มื้อ/วัน) ๔ ๒๑.๑ ๕ ๒๖.๓
๕.อาการที่ทำเองมักเติมเครื่องปรุง จำพวกซุปก้อน ผลชูรส ผงปรุงรส ๑๕ ๗๘.๖ ๑๖ ๘๔.๒
๖.มีหลายคนบ่นว่าอาหารที่คุณทำ หรือปรุงเองมีรสเค็ม ๘ ๔๒.๑ ๔ ๒๑.๑
๗.บนโต๊ะอหารมักมีเครื่องปรุงรสเค็ม เช่น เกลือ น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว วางไว้เสมอ ๘ ๔๒.๑ ๖ ๓๑.๖
๘.กินน้ำจิ้มในอหารจำพวก ลูกชิ้น ข้าวมันไก่ สุกี้ หมูกะทะโดยไม่คิดถึงปริมาณการกินในแต่ละครั้งเลย ๘ ๔๒.๑ ๕ ๒๖.๓
๙.ทุกครั้งที่กินผลไม้สด ต้องจิ้มพริกเกลือ หรือน้ำปลาหวาน ๑๑ ๕๗.๙ ๘ ๔๒.๑
๑๐.อ่านฉลากโภชนาการไม่เป็น หรือไม่เคยอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อเลย ๑๐ ๕๒.๖ ๗ ๓๖.๘
๑๑.กินกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากเนื้อและปลาที่มีความเค็ม เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม ปลาเค็ม ค่อนข้างบ่อย (๓-๔ครั้ง/สัปดาห์) ๓ ๑๕.๘ ๕ ๒๖.๓
๑๒.กินอาหารประเภทอาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ค่อนข้างบ่อย (๓-๔ ครั้ง/สัปดาห์) ๖ ๓๑.๖ ๕ ๒๖.๓
๑๓.เวลาที่กินอาหารกึ่งสำเร็จรูปมักเติมเครื่องปรุงจนหมดซอง ๘ ๔๒.๑ ๗ ๓๖.๘
๑๔.กินอาหารจำพวก ขนมกรุบกรอบปรุงรส มันฝรั่งทอดกรอบ ปลาเส้น สาหร่ายปรุงรส ค่อนข้างบ่อย(๓-๔ ครั้ง/สัปดาห์ ๔ ๒๑.๑ ๑ ๕.๓
๑๕.ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูงเลย ๗ ๓๖.๘ ๒ ๑๐.๕
รวม ๑๑๘ ๔๑.๔ ๘๓ ๒๙.๑

จากตารางที่ ๑ พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน ๑๙ คน มีพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้นก่อนเข้าร่วมโครงการเมื่อพิจารณาเป็นภาพรวมคือ ๑๑๘ ข้อ คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๔ หลังเข้าร่วมโครงการลดการบริโภคเค็มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น ลดลงเหลือ ๘๓ ข้อ คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๑ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มนำ ก่อนเข้าร่วมโครงการมี ๑๑ คน หลังเข้าร่วมโครงการผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มนำลดลงเหลือ ๕ คน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมีพฤติกรรม ขณะที่กินอาหารที่ต้องปรุง เช่นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ผัดซีอิ๋ว มักปรุงก่อนค่อยชิมเสมอ จำนวน ๘ คนหลังเข้าร่วมโครงการลดลงเหลือ ๒ คน พฤติกรรมประกอบอาหารมีหลายคนบ่นว่าอาหารที่ทำ หรือปรุงเองมีรสเค็มลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมี ๘ คน เหลือ ๔ คน
พฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการไม่เป็น หรือไม่เคยอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อเลยลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมีจำนวน ๑๐ คน ลดลงเหลือ ๗ คน มีพฤติกรรมการบริโภคทุกครั้งที่กินผลไม้สด ต้องจิ้มพริกเกลือ หรือน้ำปลาหวานลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมีจำนวน ๑๑ คน เหลือ ๘ คน การไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูงเลยลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมี ๗ คน หลังเข้าร่วมโครงการมี ๒ คน พฤติกรรมการกินอาหารจำพวก ขนมกรุบกรอบปรุงรส มันฝรั่งทอดกรอบ ปลาเส้น สาหร่ายปรุงรส ค่อนข้างบ่อย(๓-๔ ครั้ง/สัปดาห์) ลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการมี ๔ คน หลังเข้าร่วมโครงการมีจำนวน ๑ คน

๒. แบบประเมินความเค็มในอาหารที่รับประทานใน ๑ วัน
ผลการสำรวจการเติมเครื่องปรุงที่มีรสเค็มในอาหาร ในรอบ ๑ วัน ซึ่งใน ๑ วันผู้ป่วยความดันโลหิตสูงต้องจำกัดโซเดียมไม่เกิน ๑๕๐๐ มก. จากการสำรวจผู้ป่วยทั้งหมด ๑๙ คนพบว่ามีปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียมดังนี้

ตารางที่ ๒ ปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ก่อน และหลังเข้าร่วมโครงการ

ลำดับที่ ปริมาณโซเดียม (mg./วัน) ก่อน ปริมาณโซเดียม (mg./วัน) หลัง
๑ ๘๒๕ ๘๐๔๐
๒ ๑๒๕๐ ๘๕๐
๓ ๑๓๙๕ ๕๘๐๐
๔ ๑๗๕๐ ๕๒๐๐
๕ ๒๕๐๐ ๐
๖ ๓๑๒๕ ๖๒๐๐
๗ ๓๕๐๐ ๗๕๐
๘ ๓๖๐๐ ๓๙๐๐
๙ ๔๐๐๐ ๐
๑๐ ๔๑๙๐ ๖๐๐๐
๑๑ ๖๓๗๕ ๙๘๓
๑๒ ๗๐๓๐ ๐
๑๓ ๗๑๐๐ ๘๒๕
๑๔ ๗๕๐๐ ๑๒๐๐๐
๑๕ ๑๕๐๐๐ ๐
๑๖ ตอบไม่ได้ ไม่มีผู้ดูแลให้ข้อมูล ๓๐๔๐
๑๗ ตอบไม่ได้ ไม่มีผู้ดูแลให้ข้อมูล ๕๔๕๐
๑๘ ตอบไม่ได้ ไม่มีผู้ดูแลให้ข้อมูล ๑๗๐๐
๑๙ ตอบไม่ได้ ไม่มีผู้ดูแลให้ข้อมูล ๑๒๐๐
ค่าเฉลี่ย ๔,๖๐๙.๓๓ ๓,๒๕๙.๘๙

จากตารางที่ ๒ พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน ๑๙ คน มีการเติมเครื่องปรุงที่มีรสเค็มในอาหาร ในรอบ ๑ วันเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังพบว่า ปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียมลดลง จากก่อนเข้าร่วมโครงการมีการบริโภคเกลือโซเดียมเฉลี่ยวันละ ๔,๖๐๙.๓๓ มก. ลดลงเหลือเฉลี่ยวันละ ๓,๒๕๙.๘๙ มก.

๓.ความถี่ในการรับประทานอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง
พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงใน ๑ วันของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน ๑๙ คน
ตารางที่ ๓ ความถี่ในการรับประทานอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง
ลำดับที่ ชนิดของการบริโภคอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง (/วัน) ก่อน ชนิดของการบริโภคอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง (/วัน) หลัง
๑ ๓ ๒
๒ ๕ ๒
๓ ๙ ๒
๔ ๐ ๕
๕ ๐ ๑
๖ ๐ ๑
๗ ๐ ๓
๘ ๕ ๐
๙ ๑ ๐
๑๐ ๒ ๐
๑๑ ๑ ๑๐
๑๒ ๙ ๑
๑๓ ๕ ๔
๑๔ ๐ ๒
๑๕ ๑ ๑
๑๖ ๑๐ ๐
๑๗ ๐ ๒
๑๘ ๕ ๐
๑๙ ๐ ๑
ค่าเฉลี่ย ๓ ๒






จากตารางที่ ๓ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวนทั้งหมด ๑๙ คน มีพฤติกรรมการบริโภคชนิดของอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงใน ๑ วัน พบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการผู้ป่วยมีการรับประทนอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงเฉลี่ย วันละ ๓ ชนิด หลังเข้าร่วมโครงการมีการบริโภคอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงลดลงเฉลี่ยวันละ ๒ ชนิด

๔. ระดับความดันโลหิต
ตารางที่๔ ค่าความดันโลหิต (ค่าหัวใจบีบตัวค่าบน =SBP)

ค่าหัวใจบีบตัวค่าบน =SBP ก่อน
จำนวน (คน)
ร้อยละ หลัง
จำนวน (คน)
ร้อยละ
๑๖๕-๑๗๖ mm.Hg. ๓
๑๕.๗๙ ๐

๑๔๐-๑๔๔ mm.Hg. ๔
๒๑.๐๕ ๗
๓๖.๘๔
๑๐๘-๑๓๘ mm.Hg. ๑๒
๖๓.๑๖ ๑๒
๖๓.๑๖

จากตารางที่ ๔ ค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงก่อนเข้าร่วมโครงการมีผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงในระดับสูง และถือว่าอันตรายคือระดับ ๑๖๕-๑๗๖ mm.Hg. จำนวน ๓ คน หลังเข้าร่วมโครงการไม่มีผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตในระดับอันตราย ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั้งหมด ๑๙ คน เป็นผู้ป่วยที่ถือว่าควบคุมระดับความดันโลหิตได้ในระดับดีทั้งหมด หลังจากเข้าร่วมโครงการลดการบริโภคโซเดียม

๕.แนวทางในการลดการบริโคเกลือโซเดียมในชุมชนหมู่ที่ ๗
หลังจากการประชุมหาแนวทางการลดการบริโภคเกลือโซเดียมในชุมชนจากกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย จำนวน ๗๕ คน มีแนวทางในการลดการบริโภคเกลือโซเดียมดังนี้
๕.๑ประกอบอาหารเอง ใส่ใจเรื่องชนิดของอาหารที่รับประทาน และรสชาติของอาหารที่รับประทานให้ไปในทางรสจืด
๕.๒รับประทานอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือดัดแปลงใดๆ
๕.๓.ลดการรับประทานอาหารปรุงแต่งหรืออาหารสำเร็จรูป
๕.๔.ใช้สมุนไพรในท้องถิ่นประกอบอาหารแทนเครื่องปรุงรส เช่น ข่า ตระไคร้ผักชัยยา มะขาม หัวไชเท้า พริก ตำส้มตำแบบฝานเปลือกเล็กน้อยพอให้มีรสขม
๕.๕.ตระหนักถึงโทษของของการรับประทานอาหารรสเค็มทุกครั้งในการประกอบอาหาร
๕.๖.หาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ เช่น อินเตอร์เนทเพื่อดูแลคนในครอบครัว
๕.๗.กรณีถ้ารับประทานอาหารนอกบ้านให้ชิมก่อนปรุงรสเพิ่มทุกครั้ง
๕.๘.กรณีที่มีผู้ป่วยอยู่ในบ้านควรใส่ใจเรื่องการลดเค็มให้มากๆ
๕.๙.ลดอาหารทุกอย่างที่มีโซเดียม
๕.๑๐.รับประทานผักและผลไม้สด ½ ของอาหารในแต่ละมื้อ
๕.๑๑.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๕.๑๒.อ่านฉลากบริโภคก่อนซื้อ
๕.๑๓.เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมน้อยๆ
๕.๑๔.ปรุงอาหารโดยใช้ช้อนตวง
๕.๑๕.รับประทานอาหารรสจืดให้ชิน ไม่ต่อว่าคนประกอบอาหารรสจืด แต่ต่อว่าเมื่อออาหารมีรสเค็ม
๕.๑๖.ลดน้ำหนัก รับประทานอาหารให้น้อยลง รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
๕.๑๗.แนะนำผู้ดูแลให้ประกอบอาหารรสจืด
๕.๑๘.รับประทานผลไม้ไม่จิ้มพริกเกลือ
๕.๑๙.งดเครื่องดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์

หลังจากได้แนวทางในการปฏิบัติตัวเพื่อลดการบริโภคเกลือโซเดียมแล้วผู้ป่วย ผู้ดูแล และผุ้นำชุมชนได้นำไปปฏิบัติตัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลดการบริโภคเกลือโซเดียมเป็นระยะเวลา ๑ เดือน ซึ่งหลังจากครบกำหนดเวลาได้มีการนัดหมายเพื่อสรุปผลการปฏิบัติตัว และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การลดเค็มในแต่ละบุคคล หรือในครอบครัว ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการได้มีการพยายามปรับเปลี่ยนเพื่อลด ละ การบริโภคโซเดียมโดยการประกอบอาหารรับประทานเอง ลดการใส่เครื่องปรุงรสที่มีเกลือโซเดียม ทำให้รสชาติของอาหารจืดลง จนคนในครอบครัวบอกว่าอาหารมีรสชาติจืดมาก แต่ยังสามารถรับประทานอาหารได้ ไม่ได้รับประทานอาหารได้น้อยลงแต่อย่างใด สมาชิกในครอบครัวเข้าใจในรสชาติของอาหารที่เปลี่ยนไป ไม่เป็นปัญหาในครอบครัว ผู้ดูแลบางคนไม่รับประทานอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีรสเค็ม มีการออกกำลังกายมากขึ้นเพื่อลดเค็มและลดการทำงานหนักของไต สมุดบันทึกการบริโภคอาหารในแต่ละคน มีการบันทึกและกำหนดปริมาณเกลือโซเดียมในการประกอบอาหาร มีการใช้สมุนไพรเพื่อปรับปรุงรสชาติของอาหาร












บทที่ ๔
สรุปผลและข้อเสนอแนะ

๑. สรุปผลจากแบบประเมิน
๑) แบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้น
จากแบบประเมินพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น
พบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการผู้ป่วยความดันโลหิตทั้งหมด ๑๙ คน มีพฤติกรรมที่ทำให้ระดับความเค็มเพิ่มขึ้นทุกข้อจากข้อคำถามทั้งหมด ๑๕ ข้อ โดยข้อที่ผู้ป่วยปฏิบัติมากที่สุดคืออาหารที่ทำเองมักเติมเครื่องปรุง จำพวกซุปก้อน ผงชูรส ผงปรุงรส มีจำนวน ๑๕ คน หลังเข้าร่วมโครงการมีคนที่ยังปฏิบัติข้อนี้เพิ่มขึ้น เป็น ๑๖ คน ผู้ป่วยมีการหลีกเลี่ยงการใช้เกลือหรือน้ำปลาปลาร้าเพราะมีรสเค็มและมีเกลือโซเดียมสูงกว่าการใช้ซุปก้อน ผงชูรส หรือผงปรุงรสจึงมีการใช้เครื่องปปรุงเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากเดิม มีคนที่กินอาหารนอกบ้าน หรือซื้อกลับเข้ามากินที่บ้านเป็นประจำ (๒-๓ มื้อ/วัน)เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วมโครงการมีจำนวน ๔ คน เพิ่มเป็น ๕ คน เนื่องมาจากช่วงเดือนที่ผ่านมามีงานบุญ งานศพในชุมชนมากทำให้ผู้ป่วยต้องไปร่วมงานและรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น ผู้ป่วยบางคนมีการรับประทานกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากเนื้อและปลาที่มีความเค็ม เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม ปลาเค็ม ค่อนข้างบ่อย (๓-๔ครั้ง/สัปดาห์) เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วมโครงการมีจำนวน ๓ คน หลังเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น ๕ คน อาจเนื่องมาจากมีคนที่ต้องเร่งรีบออกไปทำงานแต่เช้าและต้องมีการนำอาหารไปรับประทานระหว่างเดินทาง จึงมีการเลือกรับประทานอาหารที่ถือเดินทางไปได้สะดวกและรับประทานได้ง่ายๆเช่น ปลาแห้ง ไส้กรอก เป็นต้น
สำหรับพฤติกรรมอื่นๆผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีการปฏิบัติตัวได้ดี คือ มีการลดลงของพฤติกรรมที่ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณโซเดียมในร่างกายหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว ผู้ป่วยมีความตระหนักในการรับประ
สถานะการดำเนินงานดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว